ราคา Firewall กำลังแพงขึ้นในปี 2026
ธุรกิจไทยควรรับมืออย่างไร เมื่อภัยไซเบอร์ซับซ้อนกว่าเดิม
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Firewall ถูกมองว่าเป็น “หัวใจ” ของระบบความปลอดภัยเครือข่าย องค์กรจำนวนมากลงทุนกับ Security Hardware อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการโจมตีจากภายนอก แต่ในปี 2026 แนวโน้มสำคัญ 2 เรื่องกำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน และกำลังเปลี่ยนวิธีคิดด้าน Cybersecurity ขององค์กรทั่วโลก รวมถึงธุรกิจไทย
ปัญหาการขาดแคลน DRAM กำลังดันราคา Firewall ให้สูงขึ้น
DRAM เป็นชิ้นส่วนสำคัญในอุปกรณ์ IT เกือบทุกประเภท รวมถึง Next-Generation Firewall ที่ต้องใช้หน่วยความจำจำนวนมากในการประมวลผลทราฟฟิก วิเคราะห์แพ็กเก็ต และตรวจจับภัยคุกคามแบบเรียลไทม์
จากสถานการณ์ตลาดโลก ความต้องการ DRAM เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจาก
Data Center
ระบบ Cloud และ AI
โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล
ขณะที่กำลังการผลิตไม่สามารถเพิ่มได้ทัน ส่งผลให้ ราคา DRAM ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตอุปกรณ์ Cybersecurity รายใหญ่ เช่น Fortinet, Check Point และ Palo Alto Networks
ต้นทุน Bill of Materials (BOM) ที่เพิ่มขึ้น ทำให้
Gross Margin ของผู้ผลิตลดลง
ผู้ผลิตบางรายเริ่มปรับราคาสินค้า
แนวโน้มราคา Firewall ในปี 2026 มีโอกาสสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับธุรกิจไทย นี่หมายความว่า
การอัปเกรดหรือขยายระบบ Firewall จะใช้เงินมากขึ้น และอาจไม่สอดคล้องกับงบประมาณด้าน IT ที่จำกัด
แต่ภัยไซเบอร์ยุคใหม่ ไม่ได้รอให้ Firewall ตรวจจับ
แม้ Firewall จะยังมีความสำคัญ แต่รูปแบบการโจมตีในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปอย่างมาก
ภัยคุกคามสมัยใหม่จำนวนมาก
ไม่จำเป็นต้องเจาะผ่าน Firewall
ไม่ใช้ไฟล์ที่มี Signature ชัดเจน
ทำงานในระดับ Memory และ Process ของเครื่องผู้ใช้งาน
ตัวอย่างภัยคุกคามที่พบได้บ่อย
Zero-day Exploit
Fileless Attack
Ransomware ที่ฝังตัวในหน่วยความจำ
Malware ที่หลบการตรวจจับของระบบแบบ Signature-based
กล่าวคือ
ต่อให้ลงทุนกับ Firewall ที่แพงขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะปลอดภัยจากการโจมตีขั้นสูง
ความเสี่ยงที่ธุรกิจไทยมักมองข้าม
หลายองค์กรในไทยยังคงมีแนวคิดว่า
“ถ้า Firewall แข็งแรง ระบบก็ปลอดภัย”
ในความเป็นจริง ความเสียหายจาก Cyber Attack ส่วนใหญ่มักเริ่มจาก:
เครื่องพนักงาน (Endpoint)
อีเมลฟิชชิง
ช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ที่ยังไม่ถูกแพตช์
เมื่อภัยคุกคามสามารถรันโค้ดได้บน Endpoint แล้ว
Firewall จะไม่สามารถช่วยได้ทันที
ผลกระทบที่ตามมา ได้แก่
ระบบหยุดชะงัก
ข้อมูลรั่วไหล
ค่าใช้จ่ายในการกู้คืนระบบ
ความเสียหายต่อชื่อเสียงและความเชื่อมั่น
ซึ่งมักมีมูลค่าสูงกว่า “ราคาของ Firewall” หลายเท่า
เปลี่ยนจาก Detection เป็น Prevention-first
องค์กรชั้นนำเริ่มปรับแนวคิดจากการ
“ตรวจจับเมื่อเกิดเหตุ”
ไปสู่การ
“ป้องกันไม่ให้การโจมตีเริ่มทำงานได้ตั้งแต่แรก”
นี่คือแนวคิดของ Morphisec
Morphisec ใช้เทคนิค Automated Moving Target Defense (AMTD)
ซึ่งเปลี่ยนโครงสร้างของหน่วยความจำแบบไดนามิก ทำให้
Malware ไม่สามารถคาดเดาตำแหน่ง Memory ได้
Exploit ไม่สามารถทำงานได้ แม้จะเป็น Zero-day
การโจมตีถูกหยุดตั้งแต่ก่อนเริ่มทำงาน
ข้อดีสำหรับธุรกิจไทย
ไม่พึ่งพา Signature หรือ Pattern
ลดความเสี่ยงจาก Ransomware และ Advanced Threat
ไม่เพิ่มภาระ Hardware
ช่วยเสริม Firewall ที่มีอยู่ให้แข็งแรงขึ้น

ธุรกิจไทยควรเตรียมตัวอย่างไร
ในยุคที่
ราคา Firewall มีแนวโน้มสูงขึ้น
ภัยไซเบอร์ซับซ้อนและหลบเลี่ยงการตรวจจับได้ดีขึ้น
การพึ่งพา Firewall เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพออีกต่อไป
แนวทางที่เหมาะสมคือ
ใช้ Firewall เป็นด่านป้องกันพื้นฐาน
เสริมการป้องกันที่ Endpoint และ Memory
เลือกโซลูชันที่เน้น Prevention-first เพื่อลดความเสี่ยงเชิงธุรกิจ
เพราะต้นทุนด้าน Cybersecurity อาจเพิ่มขึ้นได้
แต่ต้นทุนจากการถูกโจมตี มักแพงกว่ามาก



